http://www.porjarearntum.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ05/04/2009
อัพเดท15/04/2018
ผู้เข้าชม383,827
เปิดเพจ572,040

บริการ

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ
ติดต่อเรา

บทกลอนธรรมะ

จูงมือลูกเดิน

ระลึกได้และรู้ตัวหมายความว่าอย่างไร

รัตนะ ๓ หมายความว่าอย่างไร

อันตรายของภิกษุ สามเณร ผู้บวชใหม่ ๔ อย่าง

ความจริงอันประเสริฐที่ควรรู้ ๔ ประการ

ธรรมะอันทำให้งาม มี ๒ ประการ

ธรรมคุ้มครองโลก

เสียงเทศน์ทำใหม่ล่าสุด

วงล้อแห่งพระธรรมที่นำไปสู่ความเจริญ ๔ อย่าง

ทุจริต ๓ หมายความว่าอย่างไร

สุจริต ๓ หมายความว่าอย่างไร

วิธีที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ ประการ หมายความว่าอย่างไร

คุณของรัตนะ ๓ หมายความว่าอย่างไร

ท่านเป็นมนุษย์ปุถุชนประเภทใด

มูลเหตุของความโง่เขลา

มูลเหตุของความฉลาด

ท่านรู้จักตนเองว่ามีกิเลสหรือไม่ ต้องพิจารณาอย่างไร

ท่านรู้จักมนุษย์ ๔ ประเภทหรือยัง ?

คิดดี พูดดี ทำดี

ความสุข ความทุกข์ ความสบาย แตกต่างกันอย่างไร

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ

ฝึกสมาธิเพื่อให้จิตสงบและเกิดปัญญา

ศาสนาคืออะไร

ป่วยกาย ป่วยใจ หมายความว่าอย่างไร

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ (เนื้อหา)

ทำความดีเพื่ออะไร

คุณธรรม ๕ ประการ สนับสนุนความสำเร็จ

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หมายความว่าอย่างไร

ศีล ในพระพุทธศาสนา ๒๒๗ ข้อ ภาคภาษาไทย อ่านแล้วเข้าใจง่าย

ปัจจัย ๔ รูปธรรม และ ปัจจัย ๔ นามธรรม

มนุษย์ เป็นโรค ๔ อย่าง บ้า ใบ้ บอด หนวก

ละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาปหมายความว่าอย่างไร

ระวังจิต ระวังอารมณ์ หมายความว่าอย่างไร

สิ่งที่ไม่เป็นอนิจจัง สิ่งที่ไม่เป็นทุกขัง สิ่งที่ไม่เป็นอนัตตา มีจริงหรือไม่

จิตสงบ จิตว่าง แตกต่างกันอย่างไร

อยากรู้ อยากห็น อยากเป็น อยากไป หมายความว่าอย่างไร

มืดมามืดไป และสว่างมาสว่างไป หมายความว่าอย่างไร

สิ่งที่มีมาก ทำให้น้อยลง สิ่งที่มีอยู่ทำให้หมดไป

ความเห็นแก่ตัว กับการรักตัวเอง

ท่านพบเห็นเมืองพอแล้วหรือยัง

การทำความชั่วเพราะเหตุ ๔ ประการ

รู้จด รู้จำ รู้แจ้ง หมายความว่าอย่างไร

สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน ฟังธรรมเป็นยาฉีด จริงหรือ

ผู้ที่ไม่แต่งงาน จะตกนรก จริงหรือไม่

มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ

ก็ต้อง ก็ได้ ก็ดี หมายความว่าอย่างไร

บันใด ๘ ขั้นสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น

งามทั้ง กาย วาจา ใจ

ผู้ที่ฝีกสมาธินาน ๆ ไม่เกิดปัญญาเพราะเหตุใด

คิดอย่างไรจึงไม่เกิดทุกข์

จิตใต้สำนึก

คุณธรรมพื้นฐาน ๘ ประการ

ทำใจ หมายความว่าอย่างไร

ประเพณีงานศพที่ถูกต้อง... เหตุใดจึงต้องเผาศพ...

ความเบื่อของปุถุชนกับความเบื่อของพระอริยะ

พระราชดำรัส คุณธรรม ๔ ประการ(เนื้อหา)

มีสิ่งใด สิ่งนั้นก็เสื่อม

บวชเพื่ออะไร

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริงหรือ

ทุกข์และวิธีปฏิบัติให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์

บุคคลที่หาได้ยาก ความกตัญญูกตเวที

การฝึกสมาธิเพื่อให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ผิดหรือถูก...

ความหวัง

มืดมาสว่างไป สว่างมามืดไป หมายความว่าอย่างไร

ผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติธรรม มีโทษอย่างไร

แผ่นพับธรรมะ

มีสิ่งใด สิ่งนั้นก็เสื่อม

๕. มีสิ่งใด สิ่งนั้นก็เสื่อม

 

            คำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสสอนไว้ว่า  มีทางโลก ๔ อย่าง   ทางธรรม ๔  อย่าง  เรียกว่า  โลกธรรม   

ทางโลก ๔   อย่าง คือ

            ๑) มีลาภ 

๒) มียศ 

๓) มีสรรเสริญ

๔) มีสุข

ทางธรรม ๔  อย่าง คือ

๑) เสื่อมลาภ

            ๒) เสื่อมยศ

            ๓) มีนินทา

            ๔) มีทุกข์

            คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี ๘ อย่าง แต่ปัจจุบันมนุษย์สนใจเพียง  ๔ อย่าง  คือ  มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ  มีสุข แต่ไม่สนใจอีก   อย่าง  คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ  มีนินทา มีทุกข์  จะมีชาวพุทธสักกี่คน ที่เข้าใจในคำสอนบทนี้ แล้วนำมาปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง  มีลาภ เสื่อมลาภ มีลาภ หมายความว่า เมื่อมีหรือได้ทรัพย์สมบัติใด ๆ มาเป็นของตน  คนส่วนใหญ่จะลุ่มหลงมัวเมา ยึดมั่นถือมั่น คิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ เหนือผู้อื่น ดูถูกเหยียดหยามผู้ที่มีทรัพย์น้อยกว่า ลืมความเสื่อมลาภที่จะเกิดขึ้น กับทรัพย์สมบัติ และความตายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในอนาคตอันใกล้นี้  ไม่เข้าใจในคำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา หมายความว่าอย่างไร

            อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลก ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แม้ร่างกายของเรา

            ทุกขัง คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ใครยึดมั่นถือมั่น กับสิ่งใดในโลกนี้ว่าเป็นของตน สิ่งเหล่านั้นก็จะทำให้เกิดทุกข์ รวมทั้งร่างกายของเรา

            อนัตตา คือความสูญสลาย เมื่อตัวเราตาย ร่างกายก็จะกลายเป็นธาตุดินในที่สุด

            ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสิ่งของทรัพย์สินเงินทองใด ๆ ที่มีอยู่ เมื่อตายแล้วก็เอาติดตัวตามตน  ไปไม่ได้เลย แม้แต่อย่างเดียว ทุกอย่างจะต้องสูญสลายไปตามกาลเวลา นี้คือ ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ ที่เรียกว่า สัจธรรมถ้าผู้ใดเข้าใจในคำสอนบทนี้แล้ว เมื่อมีทรัพย์ หรือได้ทรัพย์มาเป็นของตน  ก็จะไม่ลุ่มหลงมัวเมา ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีสติปัญญา ระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า มีลาภก็ต้องเสื่อมลาภ เป็นธรรมดา เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว จิตใจก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่เศร้าหมอง

            สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนว่า โลกกับธรรม เป็นของคู่กัน แต่มนุษย์ปฏิบัติอย่างเดียวคือ มีลาภ ทุกคนมุ่งแต่จะมีลาภอย่างเดียว จึงมีการแข่งขัน แย่งชิงเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ทรัพย์สินเงินทองทั้งหลาย  มาเป็นของตน โลกมนุษย์จึงเกิดความเดือดร้อน สับสนวุ่นวาย ดังเป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะทุกคนลืมความเสื่อมที่จะเกิดขึ้น กับทรัพย์สินเงินทองนั้น ๆ  ถ้าทุกคนปฏิบัติพร้อมกันทั้งสองอย่าง คือมีลาภ ก็นึกถึงความเสื่อมลาภด้วย  ก็จะไม่ลุ่มหลงมัวเมา ไม่ยึดถือในทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้น มีสติปัญญาคิดว่า  จะนำทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ทำให้เกิดประโยชน์  คือรู้จักแบ่งปันให้กับผู้ที่ควรให้   เรียกว่า การให้ทาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่  ผู้ตกทุกข์ได้ยากบ้าง  และนำไปบริจาคสร้างสาธารณประโยชน์ เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล  เป็นต้น ตามกำลังทรัพย์ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  แต่ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน ถ้าทุกคนคิดและปฏิบัติตามคำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แล้ว ก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

            มียศ เสื่อมยศ

           ยศ หมายถึง เครื่องหมายกำหนดฐานะ หรือชั้นของบุคคล

            เมื่อมียศน้อย ก็อยากมียศสูงขึ้น บางคนก็ลุ่มหลงมัวเมา  ยึดมั่นถือมั่นว่า ตนเองเป็นใหญ่เป็นโต ต้องมีผู้เคารพนับถือ จะนั่ง นอน ยืน เดิน จะกิน จะขับถ่าย  ก็ต้องใช้ของที่ดีมีราคาแพง เพื่อให้สมกับยศถาบรรดาศักดิ์ ลืมว่าตนเองว่าก่อนหน้าที่จะมาเป็นใหญ่เป็นโตนี้   เราก็เป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น

            บางคนยิ่งมีอำนาจ ก็หลงอำนาจ ขาดเมตตาธรรม เอารัดเอาเปรียบผู้น้อย ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ทุจริต คดโกง เพื่อความร่ำรวยของตน จนลืมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่า มียศก็เสื่อมยศ

            เราจะเห็นได้ว่า ความเสื่อมได้เกิดขึ้นกับข้าราชการชั้นผู้น้อย และชั้นผู้ใหญ่ ที่ทำผิดแล้วถูกลงโทษปลดออก ไล่ออก อยู่เสมอ ๆ บางคนทำผิดมาก ถูกจำคุกก็มี ได้รับรู้ความทุกข์ทรมานจากการทำความชั่วของตน ผู้ใดมีสติปัญญาดี ก็ระลึกอยู่ตลอดเวลาว่า มียศ เสื่อมยศ และเข้าใจในคำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ว่าทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงไม่ลุ่มหลงมัวเมา ไม่ยึดติดกับยศถาบรรดาศักดิ์ มีคุณธรรมสูง มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ประจำใจ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่  ถึงแม้จะมีความเจริญรุ่งเรืองก็ตาม ความเสื่อมยศ ก็ยังเกิดขึ้นได้ เมื่ออายุครบ ๖๐ ปี ทางราชการก็ปลดเกษียณ พ้นจากความเป็นเจ้านาย มาเป็นประชาชนพลเมืองธรรมดา เหมือนกันทุกคน เพราะมีระเบียบปฏิบัติต่อเนื่องกันมา เป็นเวลายาวนาน  จนถึงปัจจุบัน  นี้คือ ตัวอย่างของการมียศ เสื่อมยศ

            มีสรรเสริญ มีนินทา

            คำสรรเสริญ หมายความว่า คำยกย่องเชิดชูหรือคำชม   คนส่วนใหญ่ชอบคำสรรเสริญ เพราะฟังแล้วรู้สึกสบายใจ เช่น มีคนมาชมว่า คุณสวย คุณหล่อ คุณมีเสน่ห์ คุณน่ารัก คุณเก่ง คุณฉลาด คุณเป็นคนเสียสละ คุณเป็นคนรวย คุณเป็นผู้มีอำนาจ คุณเป็นคนกว้างขวาง คุณเป็นคนดีมาก คุณเป็นคนใจบุญ คุณเป็นคนมีศีล คุณเป็นคนมีธรรม คุณเป็นคนน่านับถือ เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้ว สำหรับคนที่หลงสรรเสริญก็ดีใจ เกิดปิติ ยินดี อิ่มเอิบใจ หลงเข้าใจผิดว่า ตนเป็นคนดี โดยไม่ได้สำรวจตนเองว่า เป็นคนดีดังที่เขากล่าวชมหรือไม่ กลับคุยโวโอ้อวดว่า  ตนเป็นคนรวย คนสวย คนหล่อ คนฉลาด และอื่น ๆ ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

            คำนินทา หมายความว่า คำติเตียน กล่าวร้ายผู้อื่น ลับหลัง ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เช่นมีคนพูดว่า คนนั้นเป็นคนชั่ว เป็นคนโง่เขลา เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนไม่สวย ไม่หล่อ ไม่รวย ขี้โกง ตระหนี่ เห็นแก่ตัว ไม่น่าคบค้าสมาคมด้วย ผู้ที่ถูกนินทา พอรู้เข้าก็จะเสียใจ เกิดความโกรธ อาฆาตพยาบาท ปองร้าย คิดว่าจะต้องแก้แค้นให้ได้เมื่อมีโอกาส โดยไม่พิจารณาให้ดีเสียก่อนว่า เราเป็นจริงดังที่กล่าวหาหรือไม่ ผู้มีสติปัญญาดี ก็จะระลึกอยู่เสมอว่า เป็นธรรมดาของมนุษย์ เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว จะได้ยินคำสรรเสริญก็ไม่ดีใจ ได้ยินคำนินทาก็ไม่เสียใจ  กลับใช้สติปัญญา ที่มีอยู่พิจารณาคำสรรเสริญ ว่าเราเป็นคนดีดังที่เขากล่าวอ้างหรือไม่   ถ้าดีจริงก็จะต้องรักษาความดีนั้นไว้ ประดุจเกลือรักษาความเค็ม และตั้งใจสร้างความดีต่อไป  ส่วนคำนินทา เราก็ต้องนำมาพิจารณาตนเอง ให้ถ่องแท้ว่าเราเป็นคนชั่ว ดังคำกล่าวเหล่านั้นหรือไม่   ถ้าเราไม่ได้ชั่วจริงก็ต้องให้อภัยในความไม่รู้ของผู้พูด  ถ้ามีความชั่วอยู่บ้าง ก็ต้องตั้งใจละชั่วประพฤติดีให้จงได้ โดยทำกาย วาจา ใจ ให้สะอาด บริสุทธิ์ คือนำศีล ๕ มารักษากาย วาจา นำธรรม ๕ มารักษาใจ ตั้งใจให้มั่นว่า เราจะคิดดี พูดดี ทำดี ตลอดชีวิต ดังคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ตรัสไว้ว่า   ขุนเขาไม่สะท้านต่อแรงลมและแรงฝน ฉันใด บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญ หรือนินทา ฉันนั้น นี้คือ ตัวอย่างของ คำว่า  สรรเสริญ นินทา

            มีสุข มีทุกข์

            มีสุข คือ ความสบายกาย สบายใจ

            มีทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

            ความสุข ของมนุษย์ทั่วไป จะยึดเอาความพอใจว่าเป็นความสุข เช่น มีร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ก็มีความสุข มีบ้าน มีรถ และทรัพย์สินเงินทอง มีความพอใจก็เป็นความสุข มียศถาบรรดาศักดิ์ มีชื่อเสียง พอใจ ก็ว่าเป็นสุข มีสามี ภรรยา มีลูกหลาน พอใจก็เป็นสุข บางคนพอใจดื่มเหล้าก็บอกว่าสุข พอใจเล่นการพนันก็บอกว่าเป็นสุขดี มีความพอใจในสิ่งใด มนุษย์คิดว่ามีความสุขทั้งสิ้น ทุกคนจึงพยายามเสาะแสวงหา สิ่งที่ตนพอใจ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะได้มาอย่างไร จะถูกจะผิดกฎหมาย ผิดครรลองคลองธรรม หรือไม่ก็ตาม มนุษย์ลืมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในข้อนี้ คือ มีสุขก็มีทุกข์เป็นของคู่กัน มนุษย์ไม่ปรารถนาที่จะมีทุกข์ จึงหนีทุกข์วิ่งหาแต่ความสุข แท้ที่จริงแล้ว สุขของมนุษย์ปุถุชน เป็นสุขที่อิงอามิส คือเป็นเพียงความพอใจ ของกิเลสเท่านั้น เวลาที่กิเลสมันบอกว่าไม่ชอบก็ไม่พอใจ สิ่งที่เคยมีความรู้สึกว่าเป็นของดี มีความสุขนั้น ก็กลายเป็นทุกข์ทันที เช่น หนุ่มสาว รักกัน พอใจกันทั้งสองฝ่าย คิดว่าแต่งงานแล้วจะเป็นสุข เมื่อแต่งงานกันแล้ว ใหม่ ๆ ก็มีความสุขเบิกบานดี อยู่มาอีกไม่นาน ความพอใจที่มีให้กันพลันหายไป มีความเบื่อหน่าย ความโกรธ ความเกลียด ความไม่พอใจ ทั้งสองก็เป็นทุกข์ระทมขมขื่น ในที่สุดก็ต้องแยกทางเลิกรากันไป ดังที่ปรากฏอยู่ในสังคมมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

            ถ้าผู้ใดเข้าใจในคำสอนของ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ในข้อนี้ มีสติปัญญาพิจารณาเห็นว่า เรามีความสุขกับสิ่งใด เราก็ต้องมีความทุกข์กับสิ่งนั้นอย่างแน่แท้

            เพราะฉะนั้นผู้มีปัญญา จึงระมัดระวังใจ ระวังกาย ไม่ ให้ติดอยู่ในสุข ไม่ให้ติดอยู่ในทุกข์ เพราะรู้เท่าทันว่า ทุกข์หรือสุขก็ตาม มันเป็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยง เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว ผู้นั้นก็จะไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข กับสิ่งที่มากระทบทั้งกายและใจ

            ชาวพุทธในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ที่เรียกตัวเองว่า เป็นนักปฏิบัติธรรม แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เช่น โลกธรรม ๘  ที่ว่า มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุขมีทุกข์

            เราจะเห็นได้ว่าพุทธบริษัทสี่ คือ พระภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา ในปัจจุบันได้ประพฤติปฏิบัติตามจริง แต่ปฏิบัติเพียง ๔ ข้อ คือ มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ  มีสุข จะเห็นได้ว่า พุทธบริษัทสี่ทั้งหลายมักแสวง หาลาภ โดยไม่คำนึงถึง ศีลธรรมและจริยธรรมใด ๆ แสดงความโลภ ความโกรธ ความหลง จนทำให้พุทธศาสนิกชน เสื่อมศรัทธาในพุทธศาสนา พุทธบริษัทสี่ที่มีความหลงในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ ในสุข เป็นผู้ทำลายศาสนา ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่า ศาสนาจะเสื่อมก็เป็นเพราะพุทธบริษัทสี่นี่เองเป็นผู้ทำลาย ปัจจุบันนี้ความเสื่อมได้เกิด ขึ้นแล้ว กับพุทธศาสนาอย่างน่าใจหาย ด้วยเหตุนี้มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้จึงเกิดความเดือดร้อน ไม่มีความสงบสุขทั้งโลก

            ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่พุทธบริษัทสี่ทั้งหลาย ควรจะพากันรักษา พระพุทธศาสนาเอาไว้ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต โดยศึกษาคำสอนให้ถูกต้องถ่องแท้ และปฏิบัติตาม คือละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์  ปราศจากกิเลสทั้งสามอย่าง  คือความโลภ  ความโกรธ  ความหลง   เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย มีศีลธรรม มีคุณธรรมประจำกาย วาจา ใจ ก็ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยกันทั้งโลก

 


         ท้ายนี้แม่ขออัญเชิญ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ และเทพเทวาทั้งหลาย จงปกปักรักษา ลูก ๆ ของแม่  ให้มีความสุข  ความเจริญ พ้นจากทุกข์ภัยไข้เจ็บ  และอันตรายต่าง ๆ  มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ  ลูกปรารถนาสิ่งใดในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ขอให้สมความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ  ขอให้ลูกมีมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ  ขอให้ลูก มีปัญญาอันเป็นเลิศ  มีดวงตาเห็นธรรม ปฏิบัติจนสำเร็จมรรคผลนิพพาน เข้าสู่แดนวิมุต หลุดพ้นในชาตินี้ด้วยกัน...ทุก ๆ คน...นะลูกนะ...

           

 

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view